ศิลปะในเครื่องเสียง 

Art of Audiophile… By Wijit Boonchoo

(ตอนที่1)

เครื่องเสียง D.I.Y. ที่บ้านหม้อกับความระหกระเหินแห่งชีวิตกับเครื่องเสียง

จากเด็กวัดบ้านนอกจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย พกความคลั่งไคล้ เพลง ดนตรี เข้ามาอาศัยอยู่วัดในกรุงเทพฯ เพื่อเรียนในระดับ ตอนนี้เองที่ความคิดแตกฉานที่อยากเรียกว่า กระสานซ่านเซ็นหลายหนทางของระบบเครื่องเสียงมันก็ไหลหลากมากมายมากขึ้น รู้จักมากกว่าเก่า หลงเดินในหนทางที่ผิดและถูกอย่างไม่รู้ไปจบสิ้นที่ตรงจุดใด ผมกราบขออภัยอย่างมากต่อท่านผู้อ่านว่า เรื่องที่ดำเนินมามักจะปนเปชีวิตส่วนตัวเข้าไปมากจนเกินไป อย่างเพิ่งเบื่อหน่ายหรือว่ากันเลย เพราะมันจะเป็นพื้นฐานการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายที่ผมจะบอกท่านในแต่ละบทแต่ละตอนว่า เวลาที่เครื่องเสียง ดนตรีเข้าไปในสายเลือดแล้วนี่มันไปกันขนาดไหน คนเราจะมีจุดหักเหและเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งไม่ว่าทางด้านชีวิตหรือความรู้ มักจะมีเหตุบังเอิญ หรือไม่รู้เพราะถูกลิขิตขีดเส้นเอาไว้เช่นนั้นหรือเปล่า มันก็ยากจะคาดเดา

เกือบเสียผู้เสียคน เมื่อหลงรำวงงานวัด และประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง

ก่อนที่จะจบมัธยมปลาย เด็กหนุ่มทุกคนมักจะมีจุดที่เรียกว่าพรหมลิขิตหักเห ผมกำลังเพลิดเพลินกับเครื่องเสียง ไปบ้านนั้นไปบ้านนี้ ไปขอฟังไฟเรียนรู้จากร้านขายเครื่องเสียงในตลาดต่างจังหวัด และก็เรียนรู้เรื่องงานซ่อมกลไกจากพระคุณรูปหนึ่ง ก็ให้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงไป เพราอีกส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ก็คือการได้ดูหนังจีนตามศาลเจ้า โรงเจ ตามเทศกาลหนังโรงที่ฉายวันละสองรอบ บ้าหนังไม่เบาเหมือนกัน หนังอินเดีย หนังไทย หนังจีนชอร์บราเดอร์กับหนังคาวบอยขึ้นสมองในยุคนั้น ในอีกทางหนึ่งก็ไปหลงผิดคิดว่าตัวเองลูกคอดีเสียเหลือเกิน ตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งมันทุกค่ำเช้าเวทีงานวัดมีแระกวดโดนเพื่อนรุนหลังให้โดดขึ้นเวที ร้องเพลงตั้งแต่ขาสั่นพั่บๆ เพราะความประหม่าตกรอบแรก ไปจนสักพักเริ่มหน้าหนา ใจนิ่งๆ ก็ชักจะเข้าท่า คว้ารางวัลที่สาม ที่สอง จนถึงรางวัลชนะเลิศ ได้ถ้วยรางวัลมาเก็บไว้เป็นที่ร่ำลือกันในสถาบันว่า ไอ้หมอนี่มันบ้าหลายอย่างเหลือกำลัง

ตอนนั้นละครับ ชีวิตแตกพานก็คบเพื่อนเที่ยวไปงานร้องเพลงจนเอียนตัวเอง และก็ดันไปหลงเสน่ห์รำวง โค้งเป็นรอบๆ นั่นละครับงานวัดที่มีลิเกหนัง รำวงโป๊งๆ ซึ่ง มาเรียกหนุ่มๆ อย่างผมเหรอ รำวงไม่ประสากับเขาหรอกแต่เพื่อนจะอาศัยเหมารอบ แล้วก็ให้ขึ้นไปเป็นผู้ “ตะคอกเพลง” เป็นศัพท์ที่หมายถึงการร้องเพลงด้วยจังหวะเร็วๆ สำหรับการรำวง...อ้าวรอบนี้สามช่ารอบหน้าเด็กบ้านหาดเหมา รอบโซลมีนักร้องมาเองครับพี่น้อง...ก็ว่ากันไปสักสองสามนาทีกรรมการเป่านกหวีดปรี๊ด...หมดรอบ ตอนนั้นละครับแทบไม่เป็นอันเรียน กลางวันมานั่งตาปรือจนคุณครูต้องเบิดกะโหลก เที่ยวกลางคืนในงานวัดต่างๆ ก็เป็นอาชีพสำรอง ด้วยการร้องเพลงบนเวทีรำวง จนได้เข้าไปเห็นชีวิตอีกด้านหนึ่ง ที่ไม่เหมือนอย่างที่เราคิด การร้องเพลงรำวงทำให้แม่นจังหวะมาก จนนำพาให้ผมได้ไปประกวดร้องเพลงที่สถานีวิทยุกระจายเสียง 07 จันทบุรี ออกอากาศสดๆ ไปทั่วหลายจังหวัด คว้ารางวัลชนะเลิศมาครอง ต่อยอดไปประกวดต่อจัวหวัดอื่นๆ ทั่วภาคกลาง จนร่ำๆ จะหนีเรียนเข้าไปอยู่วงดนตรีเสียแล้ว ชีวิตตอนนั้นมันพระเดชพระคุณท่าน ลืมเรื่องเครื่องเสียงกับการเรียนไปพักใหญ่ หากแต่คุณพ่อท่านทราบเรื่องเข้าเสียก่อน จึงได้มาดึงตัวให้กลับมาเข้าร่องเข้ารอย ไม่งั้นไม่รู้ป่านนี้ผมจะไปเป็นโจรหรือนักร้องกันแน่?

เด็กวัดฝั่งธนบุรีกับการกระแซะเข้าไปในบ้านหม้อ

เมื่อห่างหายหน้างานวัด หายบ้ารำวง ร้องเพลงแล้ว ก็มุ่งมั่นทางเรียนอย่างจริงจัง จบมัธยมศึกษามาได้ และเดชะบุญดีมากได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ ส่งตัวเข้ามาอยู่วัดเรียนต่อในกรุงเทพฯ ในช่วงนั้นผมจำได้ว่า เมื่อเข้ามาอยู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์ก็ตามประสาเด็กบ้านนอกที่พูดกันได้ตรงๆ ว่า ไม่ค่อยจะมีปัจจัยช่วยเหลือตัวเองมากเท่าไรนัก บังเอิญว่าได้เป็นนักเรียนทุนหลวงก็เลยหาทางเอาตัวรอดได้จากค่าใช้จ่ายต่างๆ การเป็นเด็กวัดการกินข้าวก้นบาตรนี่มันก็ได้อานิสงส์หลายอย่างนะครับ ก็คือต้องทำตัวให้เรียบร้อย มีความประพฤติที่ดีขึ้น การอยู่ในวัดหากเรารู้จักแสวงหาก็อยู่ใกล้ศาสนาที่ช่วยอบรมจิตใจเราให้ร่มเย็นมากขึ้น เต็มไปด้วยแรงผลักดันต่างๆ จากเพื่อนบ้าง จากสภาพแวดล้อม พร้อมที่จะให้เป็นคนดีคนเลวได้ตลอดเวลาวัดและท่านอาจารย์นั้นแหละ ที่ช่วยประคับประครองให้อยู่ในกรอบได้ตามสมควร ไม่งั้นก็ไปนอนข้างถนนเอาก็แล้วกันหากไม่รักดี ในวัดมีเด็กมาจากภาคใต้เสียเป็นส่วนมาก แต่ก็อยู่กันแบบกลมกลืน ผมกลับไปคบเพื่อนรุ่นพี่ที่มาจากบ้านเดียวกัน เขามาเรียนก่อนเราสองปีที่วิทยาลัยพลศึกษา (ชื่อในตอนนั้น) ปัจจุบันน่าจะเรียนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพลศึกษา ไม่แน่ใจนะครับ ก็เป็นเพื่อนที่ดีมาก ถึงแม้ว่าเขาเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเรามาตั้งแต่ตอนอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม เข้ามาเมืองกรุงต้องอาศัยกันหลายอย่าง แม้จะเรียนต่างสถาบัน แต่หลังเลิกเรียนก็จะเดินต้อยๆ เกี่ยวกันไปดูหนัง เดินตามห้างดูสาวๆ ตามประสา

                เพื่อนคนนี้ก็มักจะพาผมไปดูโรงหนังชั้นสอง ออกจากโรงนี้เข้าโรงนั้นออกจากโรงนู้นเข้าโรงนี้ ได้เห็นความเป็นมาตรฐานจองโรงภาพยนตร์เมืองกรุงรวมทั้งโรงชั้นหนึ่งอย่าง ปารีส แอมบาสซาเดอร์ เฉลิมไทย เฉลิมกรุง ก็ทำให้เราตะหนักถึงทั้งเสียงและภาพที่เกิดขึ้นหลายอย่างทีเดียวนะครับ ยังคิดด้วยซ้ำว่าทำไมระบบโทรทัศน์จึงไม่พัฒนามารวมกับระบบเสียงยักษ์แบบนี้ แล้วตั้งโรงหนังส่วนตัวในบ้านกันมั่ง นั่นคิดเอาไว้ตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว ก่อนเกิดคำว่าเอวี ปละในระหว่างที่อยุ่กรุงเทพมหานครเพื่อนเค้าพาไปที่แหล่งน่าสนใจมาก ซึ่งตัวเพื่อนไม่ได้ชอบเท่าไร เป็นเพียงผมอยาก ก็อยากจะรู้ว่าแหล่งที่เขาขายเครื่องเสียงอยู่กันที่ไน อยากจะไปดูพวกแอมปลิไฟล์ที่ประกอบเองบ้าง เครื่องเสียงแบรนด์ดังๆ แยกชิ้นขาบเป็นชุดสำเร็จรูปมักไปอยู่ตามห้างใหญ่ เพื่อนกลับไปอธิบายให้ฟังว่าจริงๆ แล้วนี่คนกรุงเทพฯ ชั้นกลาง ชั้นล่าง เขานิยมที่จะไปบ้านหม้อกันมากกว่า บ้านหม้อมันอยู่ที่ไหน น่าจะเป็นที่ปั้นโอ่งปั้นหม้อขายกันมากกว่าหรือเปล่า? เพื่อนก็บอกว่าไม่ใช่เป็นถิ่นฐานอยู่ที่นู่นไปทางพาหุรัดก่อนถึงปากคลองตลาด

sirinad
2013-05-31 00:00:00