\ 







หุ่นยนต์กำลังแย่งงาน                                                      

Story by: Tawatchai M.Sakulrit

                มนุษย์เรากำลังเผชิญกับความท้าทายอันเป็นผลจากน้ำมือของมนุษย์เอง เพราะอีกหน่อยเราจะต้องถูกหุ่นยนต์”แย่ง”งานเราทำ ถ้าหากเราไม่ปรับตัว อีกไม่นานเราคงต้องถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือเวลาหางานก็จะต้อง”แข่ง”กับหุ่นยนต์ เรื่องนี้ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ หรือเป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่มันกำลังคืบคลานเข้ามาด้วยอัตราเร่งอย่างน่ากลัวด้วยเทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence)

                เทคโนโลยี AI เป็นหัวข้อสนทนาที่ดังกระหึ่มไปทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยเอง แม้บ้านเราจะยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่สิ่งที่สะท้อนถึงสิ่งที่จะกำลังไล่หลังมาก็คือคำพูดของหลิวเฉียงตง หรือ  Richard Liu เจ้าของ JD.com แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่เบอร์สองจากจีนที่ได้กล่าวในงาน World Retail Congress 2018 ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับโลกที่ประเทศสเปนเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า “บริษัทจิงตง (JD) จะลดพนักงานลง 50% และพนักงานที่เหลือจะทำงานเพียงวันละ 3 ชม. หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เข้าสู่บริษัทไร้พนักงานอย่างสิ้นเชิง....”

                การที่ Richard Liu กล่าวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การกล่าวลอย ๆ แน่ เพราะปัจจุบันบริษัทจิงตงของเขามีพนักงานทั้งหมด 160,0000 คน และจะลดพนักงานลงเหลือ 80,000 คนภายใน 10 ปี จากนั้นจะนำเอา AI มาทำงานแทนมนุษย์ทั้งหมด การที่เจ้าของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานเกือบ 2 แสนคนย่อมมองเห็นอะไรข้างหน้าโดยไม่ใช่มโนขึ้นมาเองแน่ เมื่อถึงเวลานั้น เท่ากับมีคนต้องตกงานเกือบแสนคน โดยเฉพาะงานที่ไร้ฝีมือหรืองานที่จำเจซ้ำซาก เมื่อนำเอา AI มาทำงานแทนสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชม. ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ไม่ต้องมีประกันสังคม สวัสดิการต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มนำเอา AI เข้ามาบางส่วนอยู่แล้ว เช่น ในฝ่ายสต็อก การหีบห่อ และกำลังทดสอบการจัดส่งด้วยหุ่นยนต์ หรือ โดรน ในขณะที่ China Industrial Bank  ก็เริ่มเปิดธนาคารไร้พนักงานสาขาแรกที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งเกี่ยวข้องกับเงินสดและไม่เกี่ยวกับเงินสดสามารถทำเสร็จลุล่วงได้ถึง 90% คงเหลือแค่ 10% ที่จำเป็นต้องใช้มนุษย์ช่วยเหลือ ซึ่งก็สามารถติดต่อผ่านหน้าจอ ไมโครโฟนและหูฟังแบบระยะไกลได้ พนักงานที่อยู่อุตสาหกรรมการเงินซึ่งครั้งหนึ่งเสมือนหนึ่งมนุษย์ทองคำก็จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในไม่ช้า

                ในด้านอุตสาหกรรมค้าปลีก ร้านอาหารแบบไร้พนักงานไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ในประเทศจีนไม่เพียงแต่เมืองชั้นหนึ่งอย่างปักกิ่ง กว่างโจวเท่านั้น ตอนนี้เริ่มกระจายไปสู่เมืองรองอย่างฉงชิ่งแล้ว ในอุตสาหกรรมก่อสร้างก็ใช่ว่าจะรอด จากที่ออสเตรเลียคิดค้นเครื่องก่ออิฐ Handrian X ที่สามารถก่ออิฐได้ชั่วโมงละ 1000 ก้อน สามารถทำงานต่อเนื่อง 24 ชม. ลองคิดดูแล้วคนงานที่ได้รับค่าแรงแล้วก็กินเหล้าเมาขาดงานในวันรุ่งขึ้นหรือจนกว่าเงินจะหมดแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่จะเหลืออะไรให้ทำ นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ 2-3 ตัวอย่างซึ่งล้วนแต่ใกล้ตัวเราทั้งสิ้น แต่ยังไงผมก็ยังเชื่อว่า สัตว์สังคมอย่างมนุษย์ยังไงก็สามารถปรับตัวเอาตัวรอดได้เสมอ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

Focus หน้าชัดหลังเบลอ ใน Instagram ไม่ต้องพึ่งกล้องคู่จากสมาร์ทโฟน

Story by.watsononly@gmail.com

                Instagram เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในฟังก์ชั่นส่วนของกล้องถ่ายภาพ ชื่อว่า Focus ซึ่งอยู่ต่อจาก Superzoom เป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มภาพแนว Portrait ให้เกิดภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอนั่นเอง

                รายละเอียดการทำงานของฟีเจอร์ใหม่ Instagram อธิบายว่า กล้องในแอพจะแยกใบหน้าของคนที่อยู่ในภาพและฉากหลังออกจากกัน จากนั้นก็ปรับความเบลอฉากหลังเพื่อให้คนในภาพโดดเด่นขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยโหมด Portrait ของกล้องจากมือถือ ซึ่งผู้ที่ใช้ Instagram เวอร์ชันล่าสุด 39.0 ก็จะเริ่มเห็นฟีเจอร์นี้แล้ว

                แต่ Instagram แจ้งว่าฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนบางรุ่นเท่านั้น เช่น iPhone ใช้ได้ตั้งแต่ SE และ 6S ขึ้นไป ส่วน Android ไม่ได้แจ้งรายละเอียดว่าเป็นรุ่นใดบ้าง แต่คาดว่ารุ่นที่สูงๆ น่าจะใช้ฟีเจอร์นี้ได้แน่นอนส่วนรุ่นต่ำๆ ก็ต้องลองดูว่าเป็นรุ่นไหนบ้างที่ใช้ได้

                นอกจากฟีเจอร์ Focus แล้ว Instagram ยังมีอีก 1 คุณสมบัติใหม่ คือ สติกเกอร์ Mention ใน Stories ซึ่งในช่วงนี้จะใช้ได้กับผู้ใช้ iOS ก่อน