\ 







เกร็ดเล็กน้อยกับสายสัญญา

Story by. Wijit boonchoo

   ในระหว่างที่มองเห็นหลายคนคลั่งไคล้การเล่น การเปลี่ยน สาย ผมขออนุญาต สนทนา เสริมในบางส่วนเอาเท่าที่พอเรียนรู้มาบ้าง ตามหลักพื้นฐานครับว่า

การเข้าใจเกี่ยวกับสายนำสัญญาณ มันมีค่าต่างๆที่กำหนดกันมาเป็นมาตรฐาน ที่เราต้องพิเคราะห์อะไรกันบ้าง ว่า อะไรจะมีผลต่อคุณภาพในการใช้งานของเรา.

Input Impedance  หรือค่าความต้านทานของอินพุต เป็นเรื่องแรกที่เราต้องนำมาคิดค่าความต้านทานขาเข้า

แบบในอุดมคติ  ถ้าจะให้มันเลิศสุดๆต้องมีค่าเป็น Infinity ครับ เพราะถ้าเราสามารถออกแบบได้ละก็ไม่ควรจะมีโหลดหรือความต้านทาน

สายสัญญาณ จะได้ไม่ต้องดึงกระแสจาก ต้นทางเลยแม้แต่น้อย ผลในอุดมคติคือ สัญญาณที่ได้รับมาจะเที่ยงตรง ไร้ความผิดเพี้ยน

แต่ในความเป็นจริง นั้นเป็นไปไม่ได้    และเมื่อต่างคนต่างทำ มาตรฐาน ของความต้านทานก็เละเทะไปตามความต้องการของผู้ผลิต ดังนั้น จึงต้องมีการตั้งมาตรฐานกลาง ขึ้นมาสำหรับการชดเชยความสมดุล ของสายที่จะนำไปใช้งาน

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาคิดในการออกแบบสายคือOutput Impedance หรือความต้านทานขาออกซึ่งในอดุมคติแล้ว เราต้องการให้มันมีค่าเป็นศูนย์ เช่นกันครับ

ในเหตุผลที่ว่า หากไม่มีค่าความต้านทานภายใน ที่จะมาเป็นโหลดต้านทาน ทำให้การส่งออก นั้นไม่เบี่ยงเบนผิดเพี้ยนครับ แต่นี่คืออุดมคติ

ทว่า ในความเป็นจริง นั้น อย่างไรเสียมันต้องมีความต้านทาน

ในเรื่องของความต้านทานนั้นจะต้องมีความเหมาะสมกันทั้งขาเข้า ขาออก ครับ การกำหนดมาตรฐานกลางจึงเกิดขึ้นครับ

 เรื่องที่อยากจะพูดถึงตอนนี้ คือเรื่องสายสัญญาณที่เราคุ้นเคย จำพวกสายสัญญาณแบบ โคแอ็คเชียลมาพิจารณากันเป็นเคสแรก

 หากเราจะหาค่าการสูญเสียน้อยที่สุดของสายนำสัญญาณ ทีมีต่อความยาว เราจะหาจากตรงจุดใด

ผมหมายความว่า ถ้าให้สายนำสัญญาณต้องมีความยาว  หนึ่งเมตร สองเมตร สามเมตร ห้าเมตร หรือสิบเมตร ที่ใช้กันในมาตรฐานวงการเครื่องเสียงทั่วไป เราจะต้องออกแบบสายที่มีค่าความต้านทานเท่าไร จึงจะมีผลต่อความยาวน้อยที่สุด?

อันนี้ คือปัจจัยที่ นักออกแบบสายจะต้องคำนึงกันครับ

จากการทดสอบ ทดลองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็ยอมรับกันว่า ความต้านทาน77โอห์ม จะเป็นค่าความต้านทานที่มีผลต่อความยาวน้อยที่สุด

ไม่ว่าสายจะยาวมากน้อยเพียงใด ก็แทบจะไม่มีผลอะไรนักครับ

มีค่าตัวเลขที่น่าสนใจอีกหนึ่งค่าคือความต้านทาน30 โอห์ม จะเป็นค่าที่สามารถรับกำลังส่งได้สูงสุด แต่หากคิดถึงความสมดุลทุกๆด้านที่จะทำให้การรับ ส่งสัญญาณได้อย่างสมดุล ก็จะเลือกใช้ค่ากลางที่50 โอห์ม

อันที่จริง การผลิตสายสัญญาณ นั้น ในมาตรฐานสากลนั้นด้วยเหตุผลในเรื่องแมตช์ชิ่งอิมพีแดนซ์

Impedance Matching ทางITU (International Telecommunication Union)จึงวางมาตรฐาน เพื่อมิให้ออกแบบกันไปคนละทิศทาง

ในรูปแบบไฮไฟ ก็ยังต้องใช้มาตรฐานนี้ ยกเว้น จะออกแบบเพื่อใช้ในแบรนด์ของตน โดยไม่คำนึงว่าจะนำไปใช้ร่วมกับผู้อื่น ได้ครับ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ทางออกซอเอ้อหู เมื่องูหลามกลายเป็นสัตว์สงวนตามกฎหมาย       

Story by. Tawatchai M.Sakulrit

                ดังที่เราทราบกันว่าซอเอ้อหู ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีจีนโบราณนั้น ตัวกล่องเสียงจะหุ้มด้วยหนังงูหลาม ซึ่งเป็นเช่นนี้มาแต่โบราณสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่แล้วเมื่อปี 1988 ประเทศจีนก็ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและได้รวมงูหลามจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์คุ้มครอง ดังนั้น การฆ่างูเอาหนังเหมือนอดีตที่ผ่านมาจึงทำไม่ได้อีก ซึ่งกระทบถึงวงการดนตรีจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                เหยินเจี้ยนยี (任建一)ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตซอเอ้อหู (二胡)กล่าวว่า “หนังที่หุ้มมีบทบาทสำคัญต่อเสียงมาก โดยมันจะต้องให้การสั่นไหวให้โทนเสียง และคุณภาพเสียงที่ดี ซึ่งหนังที่มีองค์กอบเหล่านี้ได้ดีจะต้องมีควรหนาแน่น แข็งแรง มีความยืดหยุ่นแต่ไม่ยืดขยาย” และจากการทดสอบวัสดุและหนังหลากหลานชนิดแล้ว สุดท้ายสรุปว่าหนังงูหลามมีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการมากที่สุด

                จากยอดการผลิตเอ้อหูในปี 2017 รวมทั้งสิ้น 4 แสนตัว และหนังงูหนึ่งผืน (1ตัว) สามารถนำมาทำเอ้อหูได้ 12-20 คัน ดังนั้นในแต่ละปีจึงต้องฆ่างูถึง 2 หมื่นตัว โดยแหล่งป้อนวัตถุดิบนี้ส่วนใหญ่นำเข้าจากเวียดนาม (ไม่แน่ใจว่าการนำเข้าไม่ถือว่าผิดกฎหมายใช่หรือไม่) และมาจากฟาร์มงูที่เกาะไหหลำ ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงงูหลามขนาดใหญ่ที่สามารถเพาะงูได้ปีละหลายหมื่นตัว และที่นี่ยังเป็นศูนย์วิจัยด้านการใช้หนังงูเพาะเลี้ยงในการผลิตเครื่องดนตรี โดยปัจจุบันสามารถตอบสนองตลาดได้เพียง 50% และปัจจุบันได้งดการใช้งูธรรมชาติโดยสิ้นเชิงแล้ว

                แต่เหยินเจี้ยนยีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตซอเอ้อหูให้ความเห็นว่า คุณสมบัติของหนังงูธรรมชาติกับงูเลี้ยงก็ยังมีความแตกต่างบ้าง เช่น หนังงูธรรมชาติจะมีขนาดที่เล็กกว่า แต่เกล็ดหนังชั้นนอกมีความหนาแข็งกว่า หนังชั้นในจะมีชั้นของไฟเบอร์โปรตีนบางกว่า จึงมีความยืดหยุ่นดี เสียงกังวาน ให้เสียงที่มีเสน่ห์ แต่ไม่มีความเสถียรพอ ส่วนหนังงูเลี้ยงนั้นตัวงูมีความอวบอ้วนกว่า หนังจึงผืนใหญ่กว่า เกล็ดหนังชั้นนอกค่อนข้างอ่อน หนังชั้นในมีชั้นโปรตีนค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ จึงมีความเหนียวที่ดี และมีความเสถียรดีกว่างูธรรมชาติ เสียงที่ได้ค่อนข้างนุ่ม มีรายละเอียดและละเมียดละไม

                นอกจากนั้น ยังมีการใช้วัสดุอื่นทดแทนโดยทำเลียนแบบหนังงู โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ผ้าไนล่อนและใยไฟเบอร์และเคลือบผิวด้วยยางไม้และพิมพ์ลายเลียนแบบหนังงู แม้ว่าเสียงที่ได้จะใกล้เคียงกับเอ้อหูที่ทำจากหนังงู แต่ยังขาด “ชีวิตชีวา” เสียงไม่สามารถ”บาดลึก”สู่หัวใจได้ ดังนั้นในการแสดงเดี่ยวเอ้อหู ยังคงใช้ซอที่ทำจากหนังงูแท้เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยวงการดนตรีจีนก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นดนตรีจีนไว้ได้ด้วยหนังงูเลี้ยง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสภาพแวดล้อมด้วย  

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

EasyMesh มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์เครือข่าย Mesh ให้ทำงานร่วมกันข้ามแบรนด์ได้​ โดย Wi-Fi Alliance

Story by.watsononly@gmail.com

                Wi-Fi Alliance ออก Certification Program ใหม่สำหรับเน็ทเวิร์คที่ใช้เราท์เตอร์หลายตัวเชื่อมต่อกันเพื่อให้สัญญาณแรงขึ้น ซึ่งก่อนนั้นจะต้องใช้แบรนด์เดียวกัน หรือรุ่นเดียวกันเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะใช้ยี่ห้อไหน รุ่นไหนก็เชื่อมเข้าหากันได้ ด้วยมาตรฐาน EasyMesh

                ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน EasyMesh นั้นจะสามารถใช้ร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม ที่สำคัญ คือ มันเป็นซอฟท์แวร์ ทำให้อุปกรณ์เก่าๆ ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ด้วย โดยแบ่งการทำงานข้างในออกเป็น Controller และ Agent โดย Controller คือฝั่งเน็ทเวิร์คที่ต่ออินเทอร์เน็ทคอยบริหารการสื่อสาร ขณะที่ Agents จะอยู่ในอุปกรณ์ลูกข่ายที่รับสัญญาณจากอุปกรณ์ต่างๆ และส่งกลับไปที่ Controller