\ 







 

ชำแหละ มังกรหยก (10) – คัมภีร์ครองรักครองเรือน                                      by: Tawatchai Meng

มังกรหยกภาคแรกนั้นถือเป็นคัมภีร์อบรมสั่นสอนบุตรหลานดังที่ได้กล่าวมาในสองตอนที่แล้ว สำหรับในภาคที่สองถือเป็นเรื่องราวความรักของหยางกั้ว-ลูกหยางคาง กับเสี่ยวหลงหนี่ (เซียวเหล่งนึ่ง)แห่งสำนักสุสานโบราณ ซึ่งเธอมีอายุมากกว่าหยางกั้วและตอนแรกหยางกั้วก็เรียกเธอว่า”น้า” ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ด้วย นี่คือประเด็นขัดแย้งในใจของหยางกั้วที่ลังเล แบ่งรับแบ่งสู้มาโดยตลอด จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเดี๋ยวคืบเดี๋ยวเมิน จนวันหนึ่งได้เจอกับฮว๋างเย่าซือ-พ่อของอึ้งย้ง และด้วยความที่ถูกชะตาในอุปนิสัยของหยางกั้วจนยอมรับหยางกั้วเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน แม้ว่าจะต่างวัยกันมากระดับปู่กับหลานก็ตาม เนื่องด้วยฮว๋างเย่าซือเองก็มีชะตาที่คล้ายคลึงกับหยางกั้วที่อดีตเคยชอบพอกับศิษย์สาวของตน แต่เนื่องด้วยแคร์สายตาและปากหอยปากปูของสังคมจนจำต้องต้องพรากกัน เขาจึงได้แนะนำหยางกั้วว่าถ้าคิดจะรักแล้วก็ให้ทำตามที่หัวใจเรียกร้อง อย่าไปแคร์สังคม... ในที่สุดหยางกั้วเลยตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอยู่กับเสี่ยวหลงหนี่โดยไม่สนใจคำทัดทานจากลุง-ป้า กัวจิ้งกับอึ้งย้งและผู้คนในบู๊ลิ้ม

 

บทในตอนนี้ได้พยายามสะท้อนถึงความผิดพลาดในเรื่องความรักของตัวละครแต่ละตัวเพื่อเป็นบทเรียนสอนใจแก่คนรุ่นหลัง นอกจากฮว๋างเย่าซือแล้ว ยังมีจิวแป๊ะทงซึ่งตอนหลังก็สมหวังเมื่อได้ยอมเปิดเผยความในใจกับคนที่ตนรัก หงชีกง ต้วนจื้อซิงแห่งอาณาจักรต้าหลี่ (ค.ศ.937-1254 อาณาจักรที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือของไทย และในภาพยนตร์ก็มักจะจินตนาการลักษณะบ้านเมืองและการแต่งกายละม้ายคล้ายกับภาคเหนือของไทย) ที่หลีกลี้ปัญหารักไปออกบวช

 

นอกจากสะท้อนความรักในเชิงบวกแล้ว ยังใช้ตัวละครหลี่มั่วโฉว (李莫愁-หลีหมกชก) สะท้อนความรักในด้านลบได้อย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ความจริงชื่อนี้ตั้งมาดีแล้ว มีความหมายว่า”ไร้ทุกข์ ไร้ความกังวล” แต่ดันมีนามสกุลว่า”หลี่”หรือ”หลี” ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่แปลว่า”ห่างไกล” เลยกลายเป็นว่ายังห่างไกลจากความไร้ทุกข์ (กิมย้งคงมีความเชื่อเรื่องชื่อมงคลเหมือนคนเอเชียทั่วไป) ชีวิตของเธอเลยมีแต่ความทุกข์เริ่มตั้งแต่ที่หนีออกจากสุสานโบราณคิดว่าจะได้เจอชายในดวงใจตามปรารถนา แต่ต้องผิดหวังตั้งแต่คนแรกที่เจอะเจอ จึงฝังใจว่าผู้ชายทั้งโลกมีแต่ความโหดร้าย ไร้ความจริงใจ จึงทนเห็นคนอื่นมีความสุขกับความรักไม่ได้ จะต้องทำลายให้ได้

 

นอกจากความรักระหว่างคู่รักชาย-หญิงแล้ว มังกรหยกภาคนี้ยังสะท้อนถึงความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกด้วย โดยผ่านครอบครัวของกัวจิ้งกับอึ้งย้ง ซึ่งถือเป็นครอบครัวที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่สุด ด้วยตัวกัวจิ้งกับอึ้งย้งต่างก็เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในยุทธจักร ตลอดจนเพียบพร้อมทั้งฐานะทรัพย์สมบัติซึ่งแตกต่างจากหยางกั้วที่กำพร้าพ่อแม่ สิ้นไร้ไม้ตอก ต้องเร่ร่อนดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดเหมือนเด็กจรจัด ภาพสะท้อนจึงมาปรากฎที่ลูกของกัวจิ้งซึ่งได้รับการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมอย่างคุณหนู เธอจึงมีนิสัยกร่าง เอาแต่ใจเหมือนลูกผู้มีบารมีทั่วไปที่มักจะถามว่า “รู้ไหมข้าลูกใคร...” ขณะเดียวกัน อึ้งย้งซี่งก็เหมือนกันแม่สมัยใหม่ที่มองดูลูกคนอื่นด้อยกว่าลูกตัวเองเสมอ และมักจะไม่ไว้วางใจเนื่องด้วยพ่อที่เคยทำผิด และลูกเป็นเด็กเร่ร่อน

 

มังกรหยกภาคนี้จึงแฝงไว้ด้วยปราชญาแนวคิดในการครองรักครองเรือน หากจะว่าเป็นนิยายรักฉบับคลาสสิกก็ไม่ผิด แม้ในเรื่องของวิทยายุทธการต่อสู้อาจะดูเว่อร์ (ซึ่งก็เว่อร์กว่าภาคแรกมากๆ) แต่ก็สนุกแฝงด้วยสะระที่เราอาจต้องกลั่นกรองออกมา

 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต ลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของภาพนั้นๆ