\ 







 

ชำแหละ “มังกรหยก” (11) – ทำไมก้วยเจ๋งยอมพลีชีพเพื่อรักษาเมืองเซียงหยาง (襄阳)
by: Tawatchai Meng

ในมังกรหยกภาค 2 ตัวละครแต่ละตัวแม้จะดูเว่อร์จนดูเหมือนจะเหนือมนุษย์ หยางกั้วที่เหลือแค่แขนเดียวแต่มีพละกำลังเหลือเชื่อ (ก็ต้องเชื่อเฮียย้งเขาล่ะ เพราะหยางกั้วได้กินดีงูพันธุ์พิเศษที่เจ้านกอินทรีย์ยักษ์นำมาป้อนให้) ถ้าหากไม่คิดอะไรมาก ก็จะสนุกกับนิยายเพ้อฝันอิงประวัติศาสตร์ แต่ถ้าจับเอาประเด็นประวัติศาสตร์ก็จะรู้ว่า ในความเว่อร์นั้นแฝงด้วยสาระน่ารู้อันน่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนบ้าง

 

ในนิยายจะเห็นว่า ครอบครัวก้วยเจ๋งหรือกัวจิ้ง (อย่าสับสนที่เดี๋ยวก้วยเจ๋ง เดี๋ยวกัวจิ้ง) ยอมออกจากเกาะดอกท้อไปยังเมืองเซียงหยางเพื่อปกป้องไม่ให้กองทัพมองโกลเคลื่อนทัพลงมา ณ เมืองนี้ กัวจิ้งนำทัพตั้งรับหลายปีจนมีลูกแฝดท้องที่สองเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง และตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “กัวเซียง” โดยตั้งตามชื่อเมือง และด้วยความนิยมของภาพยนตร์เรื่องมังกรหยก ทำให้เมืองเซียงหยางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจีนรู้จักไปทั่ว (เช่นเดียวกับหัวซานที่ตีนเขาจะมีกระปี่ปักอยู่เพื่อรำลึกถึงท้องเรื่องที่มีการประลองยุทธที่นี่) และทางผู้ว่าการเมืองถึงกับสร้างรูปปั้นกัวจิ้งกับอึ้งย้งมาประดิษฐ์ไว้ตรงประตูกำแพงเมือง

 

ในประวัติศาสตร์นั้น เมืองเซียงหยางเคยเป็นสมรภูมิรบระหว่างทหารซ่งกับกองทัพมองโกลจริง ๆ แต่คนที่รักษาเมืองไม่ใช่กัวจิ้งแน่ สภาพทางภูมิศาสตร์ของเมืองเซียงหยางตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้ำฮั่นเจียง (ไหลจากตะวันตกสู่ตะวันออก) ในสมัยสามก๊กนั้น เมืองฝาน (樊城)ซึ่งอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำเคยเป็นสมรภูมิที่กวนกู่ทำลายกองทัพของโจโฉมาแล้ว โดยการใช้น้ำจากแม่น้ำจนทำให้ทหารโจโฉต้องจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก แต่เมืองเซียงหยางมีภูมิประเทศที่เหมาะกับการตั้งรับยิ่ง เพราะสามด้านเป็นแม่น้ำ อีกด้านเป็นภูเขา จึงยากที่ข้าศึกจะตีเข้ามาได้โดยง่าย โบราณจึงมีคำกล่าวว่า “เมืองฝานดั่งเมืองกระดาษ เซียงหยางดุจเมืองเหล็ก”

 

ในประวัติศาสตร์นั้น แม่ทัพที่รักษาเมืองคือหลู่เหวินเต๋อ(吕文德) ซึ่งตั้งรับกองทัพมองโกลที่พยายามตีหลายปีก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากกำแพงเมืองที่มีความแข็งแกร่งและสูงถึง 10 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำเพียงไม่กี่สิบเมตร ดังนั้น แม้กองทัพมองโกลจะสามารถข้ามแม่น้ำมาได้ แต่ด้วยระยะจากกำแพงเมืองถึงแม่น้ำนั้นอยู่ในพิสัยที่ธนูสามารถยิงถึงได้สบาย ๆ แม้ว่าหากข้าศึกจะสามารถฝ่าห่าฝนธนูมาได้ก็ยากที่จะเข้าเมือง เพราะคูเมืองที่นี่กว้างถึง 180 เมตรโดยเฉลี่ย และมีส่วนที่กว้างที่สุดนั้น กว้างถึง 250 เมตร

 

สุดท้าย กองทัพมองโลกแทนที่จะส่งทหารเข้าตีอันเป็นการส่งคนไปตายฟรีๆ ก็เปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการสร้างป้อมค่ายนอกเมือง คอยสกัดไม่ให้ส่งเสบียงและกำลังบำรุงมาช่วย ขณะเดียวกัน ในราชสำนักก็ไม่ได้ใส่ใจกับบ้านเมือง วันๆได้แต่หาความสำราญในวัง และขุนนางก็ฉ้อโกงหาประโยชน์ใส่ตัวเป็นสำคัญ ในที่สุด ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1269 แม่ทัพหลู่เหวินเต๋อก็ยอมจำนนต่อกองทัพมองโกลเพื่อเห็นแก่ชีวิตราษฏร

 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต ลิขสิทธิ์เป็นเจ้าของภาพนั้นๆ